Socio-economic Potential of Bur-flower Tree (Anthocephalus chinensis) and Investment Opportunity of Forest Plantation

Objective of the study on socio-economic potential of Bur-flower tree (Anthocephalus chinensis (Lam.) A. Rich ex Walp.) and investment opportunity of forest plantation  were to determine the current situation of production and marketing system as well as financial return from the forest plantation investment through sensivity analysis. The study emphasized on every stages of the integrated enterprise, starting from seed collection, seedling production (nursery), retailing and wholesaling of seedling (middle man), plantation, timber market (wood industry) and the ultimated consumer. The stratified sampling method was employed for data collection by type of enterprise.

Results of the study indicated that Bur-flower tree (Mai Taku) was called in various names such as “Mai Taku Yak”  “Mai Taku Yai”  “Mai Toomluang”  “Mai Sakkheiw”  “Mai Mahasedtee” for propaganda in several  channels since the beginning of the year 2007. The advertising label along the way was shown effective promoting method next to the e-commerce system. Nowadays, 12,318 farmers growed Mai Taku in their own land equivalent 5,196 hactares (32,473 rai) with the total circulating investment cost about 15.89 million USD (533.50 million Baht). The educational level of the most investers were at diploma medium education level and their presented medium rich family. Production system and marketing channel indicated that seed sources, nursery and reforestation were distributed entire country which northern region was the main seed source while the northeastern region was covered with the largest area of the plantations while the system was not clarify in term of timber purchasing center and wood industry. The financial analysis including net present value (NPV) and benefit cost ratio (B/C) were conducted under the given interest rate and cutting cycle of 6% and 5 years respectively. The findings indicated that the investment will lose in every timber price level which lower than 51.64 USD per ton or 1,734 Baht per ton. Based on the comparative study of the investment opportunity among 5 economical species namely Mai Taku, Maize, Para-rubber, sugarcane, cassava and Eucalyptus indicated that Mai Taku provided the lowest annual net present value (ANPV). Furthermore, based on the sensitivity analysis indicated that the investment will be the sound project  in case of price of seedling is given  at 0.03 USD per seedling (1 Baht per seedling) then the break-even point could be reached if the timber price is over than 23.82 USD per ton (800 Baht per ton).

 

Keywords: Bur-flower tree (Mai Taku), socio-economic potential, production system, marketing channel, forest plantation investment

Download Full Version (1678 kb)

 

บทคัดย่อ

ศักยภาพด้านเศรษฐกิจสังคมของไม้ตะกูและโอกาสความเป็นไปได้ของการลงทุนปลูกสร้างสวนป่า มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานภาพปัจจุบันของระบบการผลิตและครรลองการตลาด ผลตอบแทนด้านการเงิน โอกาสความเป็นไปได้ของการลงทุน และความอ่อนไหวของการปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกู ทั้งนี้ได้เน้นธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไม้ตะกู ตั้งแต่ แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์และกล้าไม้ การค้าส่งและค้าปลีกกล้าไม้ สวนป่าไม้ตะกู แหล่งรับซื้อไม้ตะกู โรงงานประดิษฐกรรมไม้ และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ ที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งการศึกษาได้มีการสุ่มตัวอย่างแบบจำแนกชั้นตามลักษณะของแต่ละประเภทธุรกิจ ผลการศึกษา พบว่า ไม้ตะกูได้ถูกตั้งชื่อทางการค้ามากมาย เช่น “ไม้ตะกูยักษ์” “ไม้ตะกูใหญ่” “ไม้ตุ้มหลวง”  “ไม้สักเขียว” “ไม้มหาเศรษฐี” เพื่อการโฆษณาในหลากหลายรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ต้น ปี พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะการติดป้ายโฆษณาขายกล้าไม้ตามริมสองข้างถนน และการโฆษณาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในขณะนี้พบว่ามีเกษตรกร 12,318 คน ได้ดำเนินการปลูกไปแล้วในพื้นที่ 32,473 ไร่ และคิดเป็นมูลค่าเงินหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนประมาณ 533 ล้านบาท  โดยพบว่าผู้ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไม้ตะกูเป็นผู้ที่มีการศึกษาและฐานะทางการเงินดี ในส่วนของระบบการผลิตและครรลองการตลาดพบว่า แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้และกล้าไม้รวมทั้งสวนป่าไม้ มีการกระจายครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเมล็ดไม้ตะกูส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดมาจากทางภาคเหนือของประเทศ ส่วนการปลูกสร้างสวนป่ามีการดำเนินการอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด แต่ทั้งนี้ระบบยังขาดความชัดเจนในส่วนของผู้รับซื้อไม้และโรงงานประดิษฐกรรมไม้ สำหรับผลตอบแทนด้านการเงินจากการปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกู โดยการคำนวณค่ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ (net present value, NPV) และอัตราผลได้ต่อต้นทุน (B/C ratio) ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 และกำหนดรอบตัดฟันเท่ากับ 5 ปี พบว่าประสบกับปัญหาการขาดทุนในทุกระดับราคาไม้ท่อนตะกูที่ต่ำกว่า 1,734 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาที่ทำให้เกิดจุดคุ้มทุน (break-even point) ส่วนโอกาสด้านการลงทุนพบว่ายังให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดเมื่อเปรียบกับพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม้ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ยูคาลิปตัส และจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของการปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกู พบว่า เมื่อราคากล้าไม้เท่ากับ 1 บาทต่อต้นซึ่งถือว่าเป็นราคาต่ำสุดที่เป็นไปได้ ราคารับซื้อไม้ท่อนอย่างน้อยต้องเท่ากับหรือมากกว่า 800 บาทต่อตัน ถึงจะเหมาะสมสำหรับการลงทุน

 

คำสำคัญ: ไม้ตะกู, ศักยภาพด้านเศรษฐกิจสังคม, ระบบการผลิต, ครรลองการตลาด, การลงทุนปลูกสร้างสวนป่า

Download Full Version (1678 kb)